เสริมคางโมงเช้านะคะ แนนก็ได้ทานข้าวต้มไปตอนเช้า

เสริมคางวันผ่าตัด คิว10.00โมงเช้านะคะ แนนก็ได้ทานข้าวต้มไปตอนเช้า ใส่เสื้อกระดุมหน้า บ้านปากแปรงฟันอย่างดี แต่งน่าก็ทาแค่คอนซีลเลอร์ปิดใต้ตา ทาคิ้ว และปาก แค่นั้นค่ะ ขาไปเดินทางด้วยรถไฟฟ้า เมื่อไปถึงก็แจ้งชื่อ เซ็นสัญญา จ่ายเงิน และรับยาแก้บวม แก้อักเสบค่ะ รอนานพอสมควรเหมือนกัน บ่ายโมงถึงได้ทำ เสริมคาง.

เสริมคาง

เสริมคางเพราะหมอดันมีเคสแก้ด่วนเข้ามา แต่ก็โอเคค่ะ ก็ได้มีการบ้วนปาก ล้างหน้า เปลี่ยนชุด(ถอดทุกอย่างออกทั้งเครื่องประดับเพชรพลอยต่างๆ ง่ายๆว่าถอดหมดเหลือแต่กกน.ค่ะ และใส่ชุดคลุมสีเขียวของทางคลีนิค รวมถึงหมวกคลุมผม) และเราขอคุณหมอปรึกษาก่อนทำ เวลานั้นก็เอาแบบให้คุณหมอดู อยากได้อย่างนั้นอย่างนี้ก็ว่าไป คุยเสร็จก็เดินมานั่งรอต่อ พอคุณพี่ผู้ช่วยหมอมาเรียกไปเตรียมตัว ก็เดินข้าไปในห้องผ่าตัดค่ะ ถึงจุดนี้เพิ่งเข้าใจค่ะที่อ่านๆรีวิวมาและที่เขาเรียกเขียงผ่าๆมันคืออย่างนี้นี่เอง มันคือเขียงผ่าจริงๆค่ะ ในห้องเย็นมาก อารมณ์คล้ายตอนไปทำฟัน แต่เปลี่ยนจากเตียงนุ่มๆ เป็นเหมือนนอนบนแสตนเลสเย็นๆโดยมีผ้ามารองหลายๆชั้น แนนก็ขึ้นเขียงและเอนตัวนอน เสริมคาง พี่ผู้ช่วยหมอก็เอาผ้ามาคลุมตัวเราทั้งตัว รวมถึงใบน่า เหลือไว้ก็แต่บริเวณเบ้าน่า(ไม่รู้จะเรียกว่าไร) และพี่ผู้ช่วยหมอก็เริ่มเอาสำลีชุบน้ำอะไรสักอย่างเย็นๆมาเช็ดน่าเรา เหมือนทำความสะอาด แนนไม่แน่ใจว่าใช่แอลกอฮอล์รึเปล่า และหลังจากนั้นก็รู้สึกว่าจะเป็นคอตตอนบัดแบบยาวชุบอะไรสักอย่าง(อีกแล้ว)เย็นๆ สีส้มๆ ไม่แน่ใจว่าเป็นเบตาดีนรึเปล่า มาเช็ดให้เราทั้งน่าพร้อมทั้งบอกว่า ถ้าคันตรงไหนให้บอก อย่าเอามือขึ้นมาเกานะ เราก็โอเค และก็นอนรอหมอไปเรื่อยๆ รู้สึกน่าตึงมากๆน่าจะเป็นเพราะเบตาดีนที่พี่เค้าทาให้รอบหลัง

เมื่อคุณหมอมา ใจเต้นแรงมากๆๆๆ ทั้งกลัว ทั้งกังวลเลยค่ะ แต่ก็คล้ายอารมณ์ตอนทำฟันมากๆ คุณหมอวิเคราะห์ใบน่าอยู่พักนึง และเริ่มเอาปากกามาวาดที่คาง พี่ผู้ช่วยหมอเปิดเพลง และคุณหมอก็เริ่มบรรเลงเลยค่ะ เริ่มแรกให้อ้าปากและฉีดยาชาจึกแรกเข้าที่หนังปากด้านใน(ขอเรียกการฉีดยาชาลงไป1ทีว่า 1จึกนะคะ เนื่องจากไม่รู้ว่าตัวเองโดนไปกี่เข็ม แต่พอจะรู้เป็นจึกค่ะ ทำไมต้องเป็นจึก? เพราะเวลาคุณหมอดึงเข็มออกมันดัง”จึก”จริงๆค่ะโดยเฉพาะตอนที่ปากเริ่มชาแล้ว) ถามว่าเจ็บไหม ณ ตอนนั้นก็เจ็บนะคะแต่ไม่มาก นิดหน่อยค่ะเหมือนทำฟัน และก็ตามด้วยจึกที่สองด้านใน คุณหมอรอให้ปากแนนชา ถามอยู่เรื่อยๆว่าชายัง เอามือมาดึงหนังปากล่างเรา ถามว่าชารึยังอยู่หลายครั้ง จนกระทั่งชาจริงๆ แนนเลยบอกคุณหมอว่า “ชาแล้ค่ะ”(มันชาจนพูดไม่ชัด) คุณหมอก็เริ่มฉีดยาชาต่อที่คางด้านนอก ไม่ต่ำกว่า 5จึก ซ้าย กลาง ขวา บน ล่าง อย่างเมามัน (ณ จุดนี้รู้สึกว่าปากล่างใหญ่มากค่ะ) พี่ผู้ช่วยพยาบาลมีหน้าที่หลักคือดึงปากล่างเราค่ะ(ปากล่างจะถูกดึงตลอดยันจบงาน) ครืดดดด… เสียงเครื่องเลเซอร์เริ่มทำงาน และหมอก็เริ่มใช้เลเซอร์ที่เป็นเหมือนเข็มไซส์ใหญ่ๆหรือหัวปากกา ทำนองนั้นค่ะ จี้ที่หนังปากด้านในของเราค่ะเพื่อเป็นการเปิดช่องตรงนั้นและเอาซิลิโคนใส่(ความรู้สึกตอนนี้ ไม่เจ็บเลยค่ะ เพราะด้านชาไปแล้ว แต่พอจะรู้ค่ะว่าคุณหมอทำอะไร) และกลิ่นเหม็นเนื้อไหม้ก็ตามมา รู้สึกได้เลยว่าเลือดไหลเยอะมากถึงแม้พี่ผู้ช่วยหมอจะดูดเลือดให้อยู่ตลอดก็ตาม แอบลืมตาขึ้นมาหน่อย เห็นเลือดตัวเองกระเด็นอยู่บนอากาศก็รีบหลับตาแทบไม่ทันเลยค่ะ เลาะตรงนั้นอยู่นาน มีช่วงที่รู้สึกว่าเจ็บ ก็บอกหมอ หมอเพิ่มยาชาให้อีกสองสามจึกที่คางด้านนอกค่ะ หลังจากนั้นพอเลาะได้เกือบสำเร็จ คุณหมอก็พูดขึ้นมาว่า “เนื้อเราบางจริงๆ หมอล่ะกลัว” อ้าววว…ในใจเราก็แป้วสิคะ จี้ไปจี้มาทะลุออกมานอกปากทำไง(ตอนนี้ ตัวเย็นมาก เท้านี้เกร็งนิ้วเกี่ยวกันไว้เลยค่ะ) คุณหมอทำไปร้องเพลงไป แลดูมีความสุขมาก แต่เราไม่(คือ กลัวมากๆ) คุณหมอบอกให้พี่ผู้ช่วยหยิบเครื่องมืออะไรสักอย่างมาซึ่งเราคิดว่าเป็นตะไบ และนำมาขูด ครืดๆๆๆ ที่ด้านในคางด้านซ้าย เรารู้สึกเจ็บๆปวดๆเลยบอกคุณหมอ.